ตรวจวินิจฉัยปอดอักเสบ การตรวจวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยจะใช้เครื่องตรวจฟังเสียงปอด หลังจากนั้นหากต้องทำการตรวจพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ ตรวจเสมหะ RP33 (Respiratory Pathogen Panel 33) เป็นต้น ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

ปัจจัยใดที่ทำเกิดปอดติดเชื้อ
โดยปกติร่างกายจะมีภูมิต้านทาน และมีกลไกในการป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคต่างๆ ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ปอดของคนเรามีโอกาสติดเชื้อได้แก่

ติดเชื้อโรคที่มีความรุนแรง
สามารถเกิดได้จากเชื้อโรคหลายประเภท เช่น ไวรัส แบคทีเรีย วัณโรค เชื้อราและ พยาธิ โดยเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเป็นเชื้อที่พบบ่อยที่สุด

ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ภูมิคุ้มกันร่างกายเราบกพร่องทำให้เชื้อผ่านเข้าไปสู่ปอดได้โดยง่าย อีกทั้งกลุ่มผู้ป่วยโรคปอด โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หรือคนที่เคยมี ฝี หรือโพรงในปอดมาก่อนทำให้สมรรทภาพในปอดเปลี่ยนแปลงไปเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
รับประทานยาที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน
รับประทานยาที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันร่างกาย เช่น กลุ่มคนไข้ที่ทานยากดภูมิ หรือกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการทำเคมีบำบัด
มีการสัมผัสเชื้อเป็นประจำ
การได้รับเชื้อในปริมาณมากเป็นประจำ ถึงแม้จะไม่ใช่เชื้อที่รุนแรงและมีคุ้มกันร่างกายที่ดี แต่หากได้รับสัมผัสกับเชื้อปริมาณมาก หรือเป็นประจำ หรือคนที่เป็นพาหะของเชื้ออยู่ ก็สามารถทำให้เกิดเป็นปอดติดเชื้อได้

อาการของโรคปอดติดเชื้อและวิธีรักษาโรคปอด
อาการของโรคปอดติดเชื้อเป็นอย่างไร
ไข้สูง หนาวสั่น
อาการไอ หายใจเร็ว หอบเหนื่อย อกบุ๋มเวลาหายใจ
เจ็บชายโครง เวลาหายใจเข้า–ออก

จะเห็นว่าอาการของปอดติดเชื้ออาจจะคล้ายกับอาการไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ทั่วไป แต่จุดสังเกตอย่างนึงคือ โรคปอดติดเชื้อ มักจะไอมากเมื่อสังเกตหายใจเข้าออกจะพบความผิดปกติ อาการเจ็บเสียดบริเวณหน้าอกหรือชายโครง พบได้หากน้ำขังในบริเวณเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย

รักษาปอดอักเสบ
การรักษาโรคปอดอักเสบแพทย์จะทำการพิจารณารักษาตามอาการและสาเหตุเป็นหลัก หากเป็นปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ แพทย์จะให้รับประทานยาฆ่าเชื้อตามชนิดของเชื้อที่พบและนัดติดตามอาการเป็นระยะ หากอาการไม่ดีขึ้นจำเป็นจะต้องตรวจหาสาเหตุอื่นเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ

นอกจากนี้หากเป็นผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ อายุมากกว่า 65 ปี มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เหนื่อยหอบรุนแรง เจ็บหน้าอก และรับประทานอาหารลำบากอาจต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญ